ประวัติสำนัก

 

ประวัติสำนักเสริมศึกษาและบริการสังคม



ประวัติความเป็นมา


              แนวความคิดในการจัดตั้งสำนักเสริมศึกษาและบริการสังคมได้เริ่มทดลองดำเนินการในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2517  โดยมีบ่อเกิด
มาจากความคิดริเริ่มของคณาจารย์กลุ่มหนึ่งจากคณะต่าง ๆ ซึ่งมีความคิดเห็นและตระหนักร่วมกันถึงหน้าที่ของมหาวิทยาลัยในการให้บริการแก่ชุมชน   จึงได้
เสนอโครงการนี้ต่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้มีมติรับรองให้จัดดำเนินการเป็นโครงการถาวร เมื่อ พ.ศ. 2518      และใน
เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2521 โครงการเสริมการศึกษาจึงได้รับอนุมัติจากทบวงมหาวิทยาลัยให้มีสถานะเป็นหน่วยงานกลาง ขึ้นอยู่กับสำนักงานอธิการบดี โดยเป็นงานฝากอยู่ในกองบริการการศึกษา

              โครงการเสริมการศึกษาเป็นกิจการการศึกษาฝึกอบรมแบบสหวิชาการที่ให้ โอกาสแก่ผู้ไม่มีโอกาสหรือผู้มีการศึกษาน้อยได้มีโอกาสรับการศึกษา
ในระดับอุดมศึกษาเพิ่มเติมและโดยเหตุที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เปิดสอนวิชาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ โครงการเสริมการศึกษา
จึงได้ดำเนินหลักสูตรการฝึกอบรมเสริมความรู้ที่นำมาใช้ปฏิบัติได้ทางสังคมศาสตร์และวิชาการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องบริการให้แก่ประชาชนอย่างเร่งด่วนและต่อเนื่อง
เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเศรษฐกิจ  สังคมการเมือง  การปกครอง  กฎหมาย ตลอดจนความรู้ทั่วไปที่สามารถนำไปใช้ในชีวิต
ประจำวันและในการประกอบอาชีพได้   รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนการสร้างสังคมไทยที่มีระเบียบวินัยมีวัฒนธรรม ศีลธรรม และจริยธรรมอันดีงาม ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐและสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสังคม    ความรู้ทั้งหลายนี้ ถือเป็นหลักสูตรเสริมสร้างพัฒนาคุณภาพชีวิต หรืออีกนัยหนึ่งเป็นหลักสูตรวิชา
พื้นฐานให้แก่ประชาชนทั่วไป ทุกอาชีพ (สุจริตชีพ) โดยไม่เลือกเพศและวัย
 

เหตุผลและความจำเป็นในการจัดตั้งสำนัก

             โครงการเสริมการศึกษา   ได้ยกฐานะขึ้นเป็น “สำนักเสริมศึกษาและบริการสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์”   เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2529
มีฐานะเทียบเท่าคณะ    ซึ่งในการจัดตั้งสำนักเสริมศึกษาและบริการสังคมนั้น ตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่าประชากรส่วนใหญ่ของสังคมยังไม่มีโอกาสรับการศึกษา
ชั้นสูง โอกาสทางการศึกษาอาจอำนวยให้เขาได้เพียงชั้นประถมหรือสูงกว่านั้นเล็กน้อย    บุคคลเหล่านี้ที่ไม่มีโอกาสที่จะได้รับการศึกษาในระดับสูงนั้น มิได้
หมายความว่าเขาจะเป็นผู้ไม่รู้ เขาอาจรอบรู้และมีประสบการณ์ในบางสิ่งบางอย่างเหนือกว่าผู้เรียนรู้ขั้น มหาวิทยาลัยเสียอีก    และถ้าหากเขาได้มีโอกาสรับ
การเสริมความรู้เพิ่มเติมทางวิชาการและความรู้ทั่วไปที่ทันต่อเหตุการณ์ เขาก็จะสามารถ ปรับตัวได้ดียิ่งขึ้นทั้งในการงาน อาชีพ ตลอดจนการดำรงอยู่ร่วมกับ
คนอื่น ๆ ท่ามกลางภาวะสังคมที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อแห่งการเปลี่ยนแปลง ทั้งหลาย ดังนั้นจุดมุ่งหมายของการจัดตั้งสำนักเสริมศึกษาและบริการสังคมขึ้นเพื่อ

1 ให้บริการความรู้แก่ประชาชนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยให้ทุกคนได้มีโอกาสได้รับความรู้และทักษะเพิ่มขึ้นอย่างกว้างขวาง
2 เปิดอบรมหลักสูตรใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น เพื่อสนองความต้องการของประชาชนและสังคม
3 ขยายขอบเขตการฝึกอบรมจากประชาชนสู่หน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ และธุรกิจเอกชน ตลอดจนสถาบันการศึกษาต่าง ๆ
ที่ติดต่อมา
4 ส่งเสริมให้ความรู้แก่ประชาชนโดยผ่านสื่อมวลชน เช่น โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ตลอดจนเอกสาร ตำรา และสิ่งพิมพ์อื่น ๆ
ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและผู้สนใจทั่วไป
5 จัดบริการทางวิชาการแก่สังคม ไปให้ถึงประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศในเขตภูมิภาคต่างๆ โดยการให้บริการเคลื่อนที่ไปสู่
ประชาชนและร่วมมือประสานงานกับฝ่ายราชการและภาคเอกชนอื่น ๆ เพื่อประโยชน์ในแง่ส่งเสริมคุณภาพชีวิต